โฆษณาต่อต้านคอรัปชั่น

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

หลักไมล์สู่อวกาศ


หลักไมล์สู่อวกาศ

  • 4.6 กม. (15,000 ฟุต) - FAA กำหนดให้มีออกซิเจนเสริมสำหรับนักบินและผู้โดยสาร
  • 5.3 กม. (17,400 ฟุต) - ครึ่งหนึ่งของชั้นบรรยากาศโลกอยู่
  • 16 กม. (52,500 ฟุต) - ต้องการห้องความดันหรือชุดความดัน
  • 18 กม. (59,000 ฟุต) - สิ้นสุดบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์
  • 20 กม. (65,600 ฟุต) - น้ำที่อุณหภูมิห้องเดือดเมื่อปราศจากภาชนะความดัน (ความคิดส่วนใหญ่ที่ว่า ของเหลวในร่างกายน่าจะเริ่มเดือดในระดับความสูงนี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะว่า ขีดจำกัดของร่างกายสร้างความดันเพียงพอที่จะยับยั้งการเดือดที่สภาพนี้)
  • 24 กม. (78,700 ฟุต) - สิ้นสุดขอบเขตการทำงานของระบบปรับความกดดันของเครื่องบินทั่วไป
  • 32 กม. (105,000 ฟุต) - สิ้นสุดขอบเขตการทำงานของจรวดเทอร์โบ
  • 45 กม. (148,000 ฟุต) - สิ้นสุดขอบเขตการทำงานของเครื่องยนต์ไอพ่น
  • 50 กม. (164,000 ฟุต) - สิ้นสุดบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์
  • 80 กม. (262,000 ฟุต) - สิ้นสุดบรรยากาศชั้นเมโซสเฟียร์
  • 100 กม. (328,000 ฟุต)- สิ้นสุดขอบเขตการยกตัวด้วยปีกเครื่องบิน

เมฆ



เมฆ


เมฆ คือ เมฆเกิดจากการรวมตัวหรือเกาะกลุ่มของไอนำในที่สุดก็จะเกิดการควบแน่นและตกลงมาเป็นฝน ละอองน้ำและเกล็ดน้ำแข็งที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ที่เราสามารถมองเห็นได้

ไอน้ำที่ควบแน่น เป็นละอองน้ำ (โดยปกติแล้วจะมีขนาด 0.01 มม) หรือ เป็นเกล็ดน้ำแข็ง ซึ่งเมื่อเกาะตัวกันเป็นกลุ่มจะเห็นเป็นก้อนเมฆ ก้อนเมฆนี้สะท้อนคลื่นแสงในแต่ละความยาวคลื่นในช่วงที่ตามองเห็นได้ ในระดับที่เท่า ๆ กัน จึงทำให้เรามองเห็นก้อนเมฆนั้นเป็นสีขาว แต่ก็สามารถมองเห็นเป็นสีเทาหรือสีดำ ถ้าหากเมฆนั้นมีความหนาแน่นสูงมากจนแสงผ่านไม่ได้


เมฆระดับสูง (ตระกูล A)

ก่อตัวที่ความสูงมากกว่า 16,500 ฟุต (5,000 เมตร) ในบริเวณที่อุณหภูมิต่ำในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ ที่ความสูงระดับนี้น้ำส่วนใหญ่นั้นจะแข็งตัว ดังนั้นเมฆจะประกอบด้วยผลึกน้ำแข็ง เมฆในชั้นนี้ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ และ มักจะค่อนข้างโปร่งใส เมฆในกลุ่มนี้จะมีชื่อนำหน้าด้วย ซีร์- (cirr-)

ชนิดของเมฆ:

  • เซอร์รัส (cirrus - Ci): Cirrus, Cirrus uncinus, Cirrus Kelvin-Helmholtz เป็นเมฆที่ก่อตัวอยู่ในระดับสูงที่สุด มีลักษณะเป็นเส้นๆคล้ายใยไหมหรือเป็นริ้วบางๆหยิกหยองเป็นปอยเหมือนขนนก หรือบางครั้งมองเห็นเป็นริ้วโค้งๆยาวพาดกลางท้องฟ้า ลอยตัวอยู่ในบรรยากาศระดับสูงมากบนท้องฟ้า อุณหภูมิของอากาศบนนั้นหนาวจัดจนเมฆชนิดนี้ประกอบด้วยผลึกน้ำแข็งขนาดจิ๋วแทนที่จะเป็นหยดน้ำ บางครั้งอาจเรียกว่าเมฆหางม้า เพราะกระแสลมแรงจัดเบื้องบนพัดจนกลุ่มเมฆกระจายออกเป็นริ้วโค้งๆเหมือนกับหางของม้า เมฆซีร์รัสเป็นที่ปรากฏอยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้า บ่งบอกว่าข้างบนโน้นมีลมแรงจัดมากเมฆชนิดนี้เป็นสัญญาณแสดงว่าอากาศแปรปรวนและอากาศอาจกำลังกำลังเลวลง
  • เซอร์โรคิวมูลัส (cirrocumulus - Cc) เกิดจากผลึกน้ำแข็งเป็นเมฆ สีขาวโปร่งแสง บางครั้งจะปรากฏวงแหวนสีสวยงามขึ้นในเมฆซีร์โรสตราตัสหรือเมฆอัลโทรเตรตัสที่อยู่สูงๆ มีฐานสูงเฉลี่ย 7,000 เมตร มีลักษณะเป็นเกล็ดบางๆ หรือเป็นละอองคลื่นเล็กๆอยู่ติดกัน บางตอนอาจแยกจากกัน แต่จะอยู่เรียงรายกันอย่างมีระเบียบ โปร่งแสงอาจมองเห็นดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ได้
  • เซอร์โรสตราตัส (cirrostratus - Cs) เกิดจากผลึกน้ำแข็งเป็นเมฆ สีขาวโปร่งแสง บางครั้งจะปรากฏวงแหวนสีสวยงามขึ้นในเมฆซีร์โรสตราตัสหรือเมฆอัลโทรสตราตัสที่อยู่สูงๆ มีฐานสูงเฉลี่ย 8,500 เมตร มีลักษณะเป็นแผ่นเยื่อบางๆ โปร่งแสงเหมือนม่านติดต่อกันเป็นแผ่นในระดับสูง มีสีขาวหรือน้ำเงินจาง ปกคลุมเต็มท้องฟ้าหรือเพียงบางส่วน เป็นเมฆที่ทำให้เกิดวงแสงสีขาวหรือมีสี(Halo) รอบดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ได้
  • คอนเทรล (Contrail) เป็นเมฆที่เกิดจาดความร้อนของเครื่องบินไอพ่น มีลักษณะเป็นเส้นพาดท้องฟ้า


เมฆระดับกลาง (ตระกูล B)

ก่อตัวที่ความสูงระหว่าง 6,500 และ 16,500 ฟุต (ระหว่าง 2,000 และ 5,000 เมตร) เมฆจะประกอบด้วยละอองน้ำ และ ละอองน้ำเย็นยิ่งยวด ชื่อของเมฆในชั้นนี้จะนำหน้าด้วย อัลโต- (alto-) ชนิดของเมฆ:

  • อัลโตคิวมูลัส (altocumulus - Ac): Altocumulus, Altocumulus undulatus, Altocumulus mackerel sky, Altocumulus castellanus, Altocumulus lenticularis มีลักษณะอยู่เป็นกลุ่มๆ คล้ายฝูงแกะ มีสีขาว บางครั้งสีเทา มีการจัดตัวเป็นแถวๆหรือเป็นคลื่น เป็นชั้นๆ มีเงาเมฆมีลักษณะเป็นเกล็ด เป็นก้อนม้วนตัว (roll) อาจมี 2 ชั้นหรือมากกว่าขึ้นไป อาจเกิดพระอาทิตย์ทรงกลด(corona)
  • อัลโตสตราตัส (altostratus - As): Altostratus, Altostratus undulatus มีลักษณะเป็นแผ่นหนาบางสม่ำเสมอในชั้นกลางของบรรยากาศ มองดูเรียบเป็นปุยหรือฝอยละเอียดแผ่ออกเป็นพืด เป็นลูกคลื่น ปกคลุมเต็มท้องฟ้า มีสีเทาหรือน้ำเงินอ่อน และอาจมีบางส่วนที่ บางพอที่แสงอาทิตย์จะส่องผ่านลงมายังพื้นดินได้ อาจมีแสงทรงกลด


เมฆระดับต่ำ (ตระกูล C)

ก่อตัวที่ความสูงต่ำกว่า 6,500 ฟุต (2,000 เมตร) และ รวมถึงสตราตัส (stratus) เมฆสตราตัสที่ลอยตัวอยู่ระดับพื้นดินเรียก หมอก

ชนิดของเมฆ:

  • สตราตัส (Stratus - St) มีลักษณะเป็นแผ่นหนาๆสม่ำเสมอในชั้นต่ำของบรรยากาศ ใกล้ผิวโลกเหมือนหมอก มีสีเทา มองไม่เห็นดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ ไม่ทำให้เกิดวงแสง (Halo)เว้นแต่เมื่อมีอุณหภูมิต่ำมากก็อาจเกิดได้
  • สตราโตคิวมูลัส (Stratocumulus - Sc)มีสีเทา ลักษณะอ่อนนุ่ม เป็นก้อนกลมเรียงติดๆกันทั้งทางแนวตั้ง และทางแนวนอนทำให้มองเห็นเป็นลอนเชื่อมติดต่อกันไป
  • นิมโบสตราตัส (Nimbostratus - Ns) มีลักษณะเป็นแผ่นหนาสีเทาดำ เป็นแนวยาวติดต่อกัน แผ่กว้างออกไป ไม่เป็นรูปร่าง เป็นเมฆที่ทำให้เกิดฝนตก จึงเรียกกันว่า "เมฆฝน" เมฆชนิดนี้จะไม่มีฟ้าแลบฟ้าร้อง เกิดเฉพาะในเขตอบอุ่นเท่านั้น


เมฆแนวตั้ง (ตระกูล D)

เป็นเมฆที่มีแนวก่อตัวในแนวตั้ง ซึ่งทำให้เมฆมีความสูงจากฐาน

  • คิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus - Cb): Cumulonimbus, Cumulonimbus incus, Cumulonimbus calvus, Cumulonimbus with mammatus ลักษณะเป็นเมฆก้อนใหญ่รูปร่างคล้ายภูเขาใหญ่ มียอดเมฆแผ่ออกเป็นรูปร่างคล้ายทั่ง (anvil)ฐานเมฆต่ำมีสีดำมืด เป็นเมฆหนา มืดทึบ มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง อาจอยู่กระจัดกระจายหรือรวมกันอยู่ มักมีฝนตกลงมา เรียกเมฆชนิดนี้ว่า "เมฆฟ้าคะนอง"
  • ได้ชัดเจน ส่วนฐานมีสีค่อนข้างดำ ก่อตัวในทางตั้ง กระจัดกระจายเหมือนสำลี ถ้าเกิดขึ้นเป็นมีฝนตกภายใต้ก้อนเมฆ ลักษณะเป็นฝนเฉพาะแห่ง

หิมะ


หิมะ



ความสมมาตรของส่วนที่ยื่นออกมาของเกล็ดหิมะนั้น จะเป็นสมมาตรแบบหกด้านเสมอ เนื่องมาจากเกล็ดน้ำแข็งปกตินั้นมีโครงสร้างผลึกหกเหลี่ยม(หรือที่รู้จักกันในชื่อ ice Ih) บนระนาบฐาน(basal plane)
คำอธิบายถึงความสมมาตรของเกล็ดหิมะนั้นโดยทั่วไป มีอยู่ 2 คำอธิบาย คือ
อาจเป็นไปได้ที่จะมีการสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างส่วนที่ยื่นออกของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของแต่ละก้านนั้นส่งผลถึงกัน ตัวอย่างของรูปแบบที่ใช้ในการสื่อสารนั้นอาจเป็น ความตึงผิว หรือ โฟนอน(phonon)
คำอธิบายที่สองนี้จะค่อนข้างแพร่หลายกว่า คือ แต่ละก้านของเกล็ดหิมะนั้นจะงอกออกโดยไม่ขึ้นแก่กัน ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ ความชื้น และสภาพแวดล้อมอื่นๆ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเทียบกับขนาดของเกล็ดหิมะแล้วเชื่อว่าสภาพแวดล้อมจะมีสภาพที่เหมือนกันในช่วงขนาดสเกลของเกล็ดหิมะ ซึ่งส่งผลให้การงอกออกของก้านในแต่ละด้านนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหมือนกัน จึงทำให้ลักษณะการงอกออกนั้นเหมือนกัน ในลักษณะเดียวกับที่รูปแบบการเติบโตของวงแหวนอายุในแกนของต้นไม้ในสภาพแวดล้อมเดียวกันจะมีรูปร่างเหมือนๆกัน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่ระดับสเกลใหญ่กว่าเกล็ดหิมะนั้นส่งผลให้รูปของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดนั้นมีรูปร่างที่แตกต่างกัน และหิมะเกิดจากการละอองนํ้าในอากาศที่แปรสภาพเป็นของแข็งเพราะอุณหภูมิตํ่า
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่ไม่มีเกล็ดหิมะใดที่มีรูปร่างเหมือนกันนั้นไม่ถูกต้อง เกล็ดหิมะสองเกล็ดนั้นมีโอกาสเหมือนกันได้ เพียงแต่โอกาสนั้นน้อยมาก American Meteorological Societyได้บันทึกการค้นพบเกล็ดหิมะที่มีรูปร่างเหมือนกันโดย แนนซี่ ไนท์(Nancy Knight) ซึ่งทำงานที่National Center for Atmospheric Research ผลึกที่ค้นพบนั้นไม่เชิงเป็นเกล็ดหิมะซะทีเดียวที่เป็นรูป ปริซึมหกเหลี่ยมกลวง (hollow hexagonal pris )

การแกะสลัก


การแกะสลัก


การแกะสลัก หมายถึง วิธีการเอาส่วนย่อยออกจากส่วนรวม ซึ่งเป็นกระบวนการในทางลบที่ปรากฏหรือเหลือไว้เฉพาะส่วนที่ต้องการ ผลงานที่ได้เรียกว่า “รูปสลัก” การแกะสลักส่วนใหญ่จะใช้วัสดุที่มีเนื้อไม่แข็งมากนัก เช่น ปูนปลาสเตอร์ ปูนผสมทราย ไม้เนื้ออ่อน สบู่ ผักผลไม้ชนิดต่างๆ ที่สามารถนำมาแกะสลักได้ เป็นต้น


ประเภทของการแกะสลัก
ประเภทของงานแกะสลักแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ แบบลอยตัว สามารถมองเห็นได้ทุกด้าน เช่น ภาพพระพุทธรูปทั้งองค์ แบบนูนสูง เป็นภาพที่มองเห็นเพียงครึ่งเดียวจากภาพเต็มตัว เช่น การแกะสลักลงบนแผ่นไม้ แบบนูนต่ำ เป็นภาพที่มองเห็นเฉพาะหน้าตรงเท่านั้น เช่น ภาพบนเหรียญ

นอกจากการแกะสลักมีลักษณะเช่นเดียวกับประเภทของการปั้นแล้ว การแกะสลักกับการปั้นยังมีข้อแตกต่างกันตรงที่การแกะสลักจะมีแบบต่างๆ มากขึ้น เช่น แบบแกะสลักลายเส้น แบบร่องลึก และแบบร่องตื้น เป็นต้น ซึ่งวิธีการแกะสลักก็จะทำให้ลักษณะเซาะร่องเป็นลายเส้นลงไปในเนื้อวัสดุ มีทั้งเซาะร่องเป็นแบบตื้นและลึก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของการแกะสลักที่จะนำไปใช้

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลักและวิธีการเก็บรักษาเครื่องมือ
วัสดุที่ใช้ในการแกะสลัก
วัสดุที่ใช้สำหรับแกะสลักมีมากมายหลายชนิด ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน เริ่มตั้งแต่วัสดุสำหรับการแกะสลักแบบง่ายๆ เนื้อวัสดุไม่แข็งมากนัก ไปจนถึงวัสดุที่มีความสลับซับซ้อนต้องใช้เครื่องมือไฟฟ้าเข้าช่วยในการปฏิบัติงานเพราะฉะนั้นในการเลือกใช้วัสดุจึงต้องคัดเลือกให้เหมาะสมกับงานแต่ละชนิด ดังนี้

1. ปูนปลาสเตอร์ หาได้ตามร้านเครื่องเขียนหรือร้านขายอุปกรณ์ทางศิลปะทั่วไป ธรรมชาติของปูนปลาสเตอร์จะมีเนื้อเป็นผงสีขาว ใช้ผสมกับน้ำอัตราส่วนน้ำ 1 ส่วน ปูนปลาสเตอร์ 2 ส่วน แต่ถ้าต้องการให้เนื้อปูนมีความหนาแน่นมากๆ อัตราส่วนของปูนปลาสเตอร์อาจจะผสมลงไปมากกว่านี้ก็ได้ ปูนปลาสเตอร์ที่มีคุณภาพดีเนื้อปูนจะแข็งตัวเร็ว เมื่อจับผิวกายภายนอกจะรู้สึกร้อน การเลือกปูนปลาสเตอร์จึงควรเลือกปูนที่ใหม่และมีคุณภาพดี

2. ปูนผสมทราย เป็นวัสดุสำหรับการแกะสลักที่เกิดจากการใช้วัสดุผสมกัน 2 ชนิด คือ ปูนปลาสเตอร์ และทรายในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ถ้ามีส่วนผสมของทรายมากเกินไปเนื้อปูนจะร่วนไม่เกาะติดกัน การใช้วัสดุปูนผสมทรายนั้นจะต้องมีความพิถีพิถันมาก เช่น ทรายที่จะนำมาใช้ผสมกับปูนปลาสเตอร์จะต้องได้รับการคัดแยกเศษวัสดุที่ปะปนมากับทรายออกให้หมดก่อน เพราะหากยังมีเศษวัสดุอยู่จะทำให้ผิวพื้นวัสดุไม่สวยงามหรืออาจมีปัญหาในขั้นตอนการแกะสลักได้

3. ไม้เนื้ออ่อน เป็นวัสดุที่หาได้ทั่วๆ ไปจากธรรมชาติ ไม้เนื้ออ่อนที่เหมาะสำหรับแกะสลัก เช่น ไม้โมก ไม้สัก เป็นต้น ไม้แต่ละชนิดจะมีลายที่งดงามแตกต่างกัน ซึ่งลักษณะของเนื้อไม้นี้เองสามารถสร้างความน่าสนใจให้กับผลงานแกะสลักได้ ดังนั้น ในการเลือกนำไม้มาแกะสลัก ผู้เรียนควรจะเลือกชนิดและขนาดให้พอเหมาะกับลักษณะของงานแต่ละชิ้น เพื่อไม่ให้วัสดุสิ้นเปลืองจนเกินไป อีกทั้งยังเป็นการช่วยประหยัดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย

4. เทียนไข เป็นวัสดุสำหรับการแกะสลักที่สามารถหาได้ตามร้านค้าทั่วๆ ไป แต่เทียนไขที่มีจำหน่ายจะเป็นเทียนไขสำเร็จรูปที่ใช้สำหรับบูชาพระ ไม่สามารถนำมาใช้แกะสลักได้ ถ้าจะใช้ต้องนำมาหล่อใหม่ตามรูปทรงที่ต้องการก่อน โดยใช้การละลายกับความร้อนในภาชนะรองรับ และก่อนการละลายเทียนไข ควรนำไส้ในของเทียนออก ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้ไส้เทียนปะปนกับเนื้อเทียนไขที่จะใช้ในการแกะสลัก

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลัก
อุปกรณ์ที่ใช้ในการแกะสลักแบ่งตามลักษณะของวัสดุที่จะนำมาแกะสลักได้ดังนี้
1. ชุดเครื่องมือแกะสลักวัสดุอ่อน เป็นชุดเครื่องมือสำหรับใช้ในการแกะสลักวัสดุประเภท เทียนไข ปูนปลาสเตอร์ ผัก ผลไม้ เป็นหลัก มีหลายขนาดหลายแบบ จัดใส่กล่องไว้เป็นชุดๆ ตัวด้ามทำด้วยไม้หรือพลาสติก ส่วนหัวทำด้วยโลหะ มีลักษณะหน้าเรียบ ตรง เฉียง และโค้ง ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้แกะสลักได้ตามต้องการ
2. ชุดเครื่องมือแกะสลักวัสดุเนื้อแข็ง เป็นชุดเครื่องมือสำหรับใช้ในการแกะสลักวัสดุประเภทไม้และปูนผสมทรายเป็นหลัก ตัวด้ามจะทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ส่วนหัวทำด้วยโลหะเนื้อแข็ง มีหลายแบบ เช่น แบบหน้าเอียง ร่องตื้น ร่องลึก ปลายตัด เป็นต้น บางครั้งเรียกเครื่องมือแกะสลักชนิดนี้ว่า “สิ่ว”
3. ตะลุมพุกและค้อน เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตอกหรือตีลงไปบนเครื่องมือแกะสลัก ส่วนมากจะใช้คู่กับสิ่ว ใช้กับการแกะสลักวัสดุที่มีเนื้อค่อนข้างแข็ง เป็นผลงานที่มีขนาดใหญ่ เวลาแกะสลักจะใช้เนื้อที่กว้างในการทำงาน

การเก็บรักษาเครื่องมือแกะสลัก
เครื่องมือที่ใช้ในการแกะสลักจะมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและประเภทของงานนั้นๆ เครื่องมือแกะสลักจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเครื่องมือปั้น แต่การเก็บรักษาจะคล้ายคลึงกัน จะต่างกันตรงที่เครื่องมือแกะสลักควรจะแยกประเภทของลักษณะงาน เช่น ชุดของเครื่องมือสำหรับแกะสลักวัสดุเนื้ออ่อน ชุดเครื่องมือสำหรับแกะสลักวัสดุเนื้อแข็ง เป็นต้น ก่อนเก็บเข้าชุดหลังจากใช้งานเสร็จแล้วควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง ทาน้ำยากันสนิม แล้วนำมาเก็บใส่กล่องให้เป็นระเบียบเพื่อสะดวกในการนำไปใช้งานในครั้งต่อไป

หลักและวิธีการแกะสลัก
การแกะสลักมีหลักและวิธีการสำคัญ ดังนี้
1. การเลือกวัสดุ จะต้องพิจารณาคัดสรรให้สอดคล้องกับงานที่ทำ เพราะวัสดุแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกัน เช่น บางชนิดมีเนื้ออ่อน บางชนิดมีเนื้อแข็ง เป็นต้น

2. การเลือกเครื่องมือ จะต้องเลือกให้เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของงาน ไม่ควรเลือกใช้กับงานที่ผิดประเภท เพราะจะทำให้เครื่องมือเสียหายได้

3. การร่างรูปและการขึ้นรูป เป็นขั้นตอนที่สำคัญของการแกะสลัก เป็นกระบวนการทางลบที่นำส่วนย่อยออกจากส่วนรวม จึงต้องใช้ความระมัดระวังในการแกะสลักมากกว่าการปั้นที่ค่อยๆ พอกเพิ่ม และประการสำคัญส่วนไหนพอกเกินก็สามารถนำออกได้ ดังนั้นการแกะสลักจึงต้องมีการวางแผนและเตรียมการให้ชัดเจนตั้งแต่การร่างรูป กำหนดเส้น โครงสร้าง สัดส่วนของแบบที่จะแกะสลักให้แน่นอน เมื่อได้แล้วจึงค่อยๆ แกะสลักขึ้นรูปโครงสร้างแบบคร่าวๆ ในขั้นตอนนี้จะเป็นการฝึกการสังเกตหรือศึกษาภาพแกะสลักเป็นภาพรวมอย่างหยาบไปก่อน

4. การให้รายละเอียด เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแกะสลัก ผู้เรียนจะต้องค่อยๆ เพิ่มความชัดเจนของวัสดุที่กำลังแกะสลักอยู่ ด้วยการใช้เครื่องมือขนาดเล็กในการตกแต่งรายละเอียดให้ปรากฏขึ้นมา

WIFI คืออะไร ?

WIFI คืออะไร ?

Wi-Fi คือ องค์กรหนึ่งที่ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ Wireless LAN หรือระบบ Network แบบไร้สาย ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารภายใต้
มาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งอุปกรณ์ทุกตัวที่ต่างยี่ห้อกันนั้นจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ประสบปัญหา หากอุปกรณ์นั้นผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานก็จะมีการประทับตรา Wi-Fi Certified ซึ่งหมายความว่า อุปกรณ์ตัวนี้สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ อุปกรณ์อื่นที่มีตรา Wi-Fi Certified ได้ แล้วจึงกลายมาเป็นคำศัพท์ของอุปกรณ์ LAN ไร้สาย

ระบบเครือข่ายไร้สาย (WLAN = Wireless Local Area Network) คือ ระบบการสื่อสารข้อมูลที่มีความคล่องตัวมาก ซึ่งอาจจะนำมาใช้ทดแทนหรือเพิ่มต่อกับระบบเครือข่ายแลนใช้สายแบบดั้งเดิม โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุในย่านวิทยุ RF และ คลื่นอินฟราเรด ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ผ่านอากาศ ทะลุกำแพง เพดานหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ โดยปราศจากความต้องการของการเดินสาย นอกจากนั้นระบบเครือข่ายไร้สายก็ยังมีคุณสมบัติครอบคลุมทุกอย่างเหมือนกับระบบ LAN แบบใช้สาย ที่สำคัญก็คือ การที่มันไม่ต้องใช้สายทำให้การเคลื่อนย้ายการใช้งานทำได้โดยสะดวก ไม่เหมือนระบบ LAN แบบใช้สาย ที่ต้องใช้เวลาและการลงทุนในการปรับเปลี่ยนตำแหน่งการใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์


สำหรับเลข 802.11 นั้นเป็น เทคโนโลยีมาตรฐานแบบเปิดซึ่งกำหนดโดย Institute of Electrical and Electronics Engineers : IEEE โดยเลขหลักตัวหน้าจะเหมือน ๆ กัน แต่ความแตกต่างของเทคโนโลยีจะกำหนดด้วยตัวอักษรด้านหลัง เช่น 802.11b , 802.11a , 802.11g มาตรฐาน 802.11b ถือเป็นมาตรฐาน Wi – Fi ตัวแรก ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา สามารถส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็ว 11 เมกะบิตต่อวินาทีโดยใช้ช่วงความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ ครอบคลุมพื้นที่ทำการในระยะ 150 เมตร นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายตัว อาทิ 802.11a และ 802.11g แต่ในบ้านเราอาจไม่สามารถใช้งาน 802.11a ที่มีความเร็วสูงถึง 54 เมกะบิตต่อวินาที ในระยะ 100 ฟุตได้ เนื่องจากส่งสัญญาณในย่านความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากกรมไปรษณีย์โทรเลข ส่วน 802.11g ไม่มีปัญหาอะไร เพราะใช้ย่านความถี่เดียวกับ 802.11b แต่ต่างกันตรงที่เร็วกว่ากันถึง 5 เท่า

เทศกาลปาส้ม


เทศกาลปาส้ม



เทศกาลปาส้มเป็นเทศกาลต่อสู้ด้วยผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีซึ่งจัดขึ้นที่เมืองอีเวเรีย แคว้นพีดมอนต์ ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในงานเทศกาลนี้จะประกอบไปด้วยผู้คนที่เข้ามาร่วมงานกว่า 3,000 คน จะมีผู้บังคับม้าให้ลากรถเกวียนที่บรรทุกกลุ่มอาสาสมัครใส่ชุดนวมและหมวกป้องกันเข้ามาอยู่กลางเมือง หลังจากนี้ไปก็เกิดการปาส้มระหว่างคนบนรถเกวียนกับคนที่ยืนอยู่ด้านล่างกันอย่างอลหม่าน

เทศกาลนี้มีที่มาจากการที่ชาวเมืองทำการต่อต้านท่านเคาท์ราเนรีผู้ปกครองเมืองในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 ที่มักข่มเหงชาวเมืองด้วยการลักพาตัวหญิงสาวสามัญชน ที่กำลังจะแต่งงานให้ไปเป็นภรรยาของตนเอง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านเคาท์ราเนรีได้ไปลักพาตัว ไวโอเล็ตต้า ลูกสาวเจ้าของโรงโม่ข้าวไป ด้วยความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้า เธอจึงต่อสู้และสามารถตัดหัวของท่านเคาท์นำมาประจาน ทำให้ชาวเมืองต่างยินดี แต่เมื่อทหารทราบข่าวจึงรีบไปจับตัวไวโอเล็ตต้า ทำให้ชาวเมืองต่างช่วยกันปาหินใส่ทหารเหล่านั้น

จนกระทั่งเหตุการดังกล่าวกลายมาเป็นประเพณีที่ต้องทำกันทุกๆปี เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของไวโอเล็ตต้าที่ได้นำอิสรภาพมาสู่ชาวเมือง โดยในแต่ละปีก่อนถึงงานเทศกาล จะมีการคัดเลือกเด็กนักเรียนเพื่อให้มารับบทเป็นไวโอเล็ตต้า และมีการจัดหาอาสาสมัครให้ขึ้นไปบนรถเกวียนเพื่อเป็นตัวแทนทหารท่านเคาท์ด้วย

ห้องสมุด ทำไมมีเเต่หนังสือ ?


ห้องสมุด ทำไมมีเเต่หนังสือ ?

ทำไมถึงเรียกว่าห้องสมุดทั้งที่มีแต่หนังสือ??? ก็เพราะห้องสมุดเคยเก็บสมุดมาก่อนจริงๆ คนในสมัยโบราณจดบันทึกเรื่องราวและความรู้ต่างๆ ด้วยมือลงในสมุดไทยแล้วนำมาเก็บรวบรวมไว้เป็นห้องๆจึงเรียกว่าห้องสมุด เมื่อเวลาผ่านไปมเทคโนโลยีกับความทันสมัยเข้ามา วิธีการทำบันทึกก็เปลี่ยนไป มีการนำการพิมพ์เข้ามา ความรู้ทั้งหลายได้จัดพิมพ์

เป็นหนังสือแทนการเขียนลงสมุดไทย และเก็บไว้ในห้องสมุดเช่นกัน หนังสือจึงเข้ามาแทนที่สมุด

และยังคง เรียกว่า " ห้องสมุด " เหมือน เดิม สมุดไทยเป็นสมุดโบราณเล่มสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ ทำด้วยกระดาษข่อยพับทางขวางกลับไปกลับมา สมุดไทยมี ๒ ชนิด ๑.กระดาษขาว เรียก สมุดขาว ๒.กระดาษดำ เรียก สมุดดำ ห้องสมุดแห่งแรกของโลกนั้น ตั้งอยู่ที่ เมืองอเล็กซานเดรีย ในประเทศอียิปต์ ก่อตั้งมาแล้วกว่า 2,000 กว่าปีเลยทีเดียว นานมากๆ

ห้องสมุดแห่งนี้มีกฎว่าทุกคน ที่เข้ามาใช้บริการต้องบริจาคหนังสือให้ห้องสมุดด้วย 1 เล่ม ที่นี้จึงมีหนังสือมากถึง 7 แสนเล่ม ก่อนจะ

ล่มสลายไป ส่วนห้องสมุดแห่งแรกของไทยในสมัยกรุงรัตนโดสินทร์ คือ “หอพระมณเทียรธรรม” ตังอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

หรือ วัดพระแก้ว ส่วนหนังสือเล่มแรกของไทยคืิอ จินดามณี ของศรีปราชญ์ กับพระโหราธิบดี อยู่ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

แห่งกรุงศรีอยุธยา จินดามณี (มีความหมายว่า แก้วสารพัดนึก)เป็นแบบเรียนภาษาไทย เนื้อหาครอบคลุมเรื่องการใช้สระ พยัญชนะ

วรรณยุกต์ การผันอักษร อักษรศัพท์ อักษรเลข การสะกดการันต์ การแต่งคำประพันธ์ และกลบท มีอยู่ 60 ชนิด มีทั้ง กลอักษร

กลแบบ

จินดามณี แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง โดยพระโหราธิบดี ในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นแบบเรียนเล่มแรกของ

ไทยด้วย จนทำให้หนังสือแบบเรียนไทยในยุคต่อมาหลายเล่มใช้ชื่อตามว่า จินดามณี เช่น จินดามณีครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ

เป็นต้น